การสร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (มาตรา 1337)

โดย ศรัณย์ พิมพ์งาม และปัณณธร เขื่อนแก้ว

มาตรา 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิบางอย่างแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ นั่นก็คือ เรื่องของการทำละเมิดให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อน เช่น เราเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินแล้วมีใครมาสร้างความเสียหายเดือดร้อนบางอย่าง ที่ทำให้เราผู้เป็นเจ้าของบ้านหรือที่ดินนั้นเดือดร้อนเกินควร เราจะมีสิทธิใดบ้าง ในการระงับความเสียหายเดือดร้อนที่เกิดขึ้น?

โดยปกติเมื่อเราเป็นเจ้าของทรัพย์สินใด (ในภาษากฎหมายคือบุคคลมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใด) เขาก็ย่อมมีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล หรือติดเอาเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดทรัพย์สินเราไว้ รวมไปถึงมีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเราโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น เมื่อเรามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนหนึ่ง เราย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยหรือขายที่ดินนั้น ใครเข้ามาในที่ดินเรา เราก็สามารถขัดขวางขับไล่ให้เขาออกไปจากที่ดินของเราได้

มาตรา 1336 ป.พ.พ. บัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

สิทธิที่สำคัญในทรัพย์สินสำหรับกรณีที่เกิดขึ้น คือ เจ้าของทรัพย์ต้องการจะใช้ สิทธิขัดขวาง มิให้ผู้อื่นเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดจากผู้อื่นนั้นได้ทำละเมิดต่อทรัพย์สิน ยกตัวอย่างกรณีของอสังหาริมทรัพย์ มีคนข้างบ้านได้ต่อเติมอาคาร ชายคา กันสาด รุกล้ำที่ดินของเรา ถ้าการใช้สิทธิป้องกันขัดขวางนี้ได้ถ้ากระทำโดยพอสมควรแก่เหตุ มิได้ใช้กำลังเกินกว่าความจำเป็น เราจะได้รับความคุ้มครองโดยผลของการนิรโทษกรรมสำหรับกฎหมายแพ่ง ส่วนกฎหมายอาญาจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 68 เนื่องจากถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 68 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

นอกจากนี้ ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ผู้อื่น ซึ่งในกรณีนี้คือ การทำความเดือดร้อนเสียหายต่อเจ้าของทรัพย์สิน อาจจะต้องรับผิดถ้าการกระทำดังกล่าวถึงขั้นเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 (ป.พ.พ.) ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า การที่ใครมาทำความเสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายคุ้มครองแก่เรา เช่น สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ร่างกาย ผู้นั้นถือว่าทำละเมิด จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่เสียหาย

มาตรา 420 ป.พ.พ. บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งของใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

นอกจากละเมิดตามมาตรา 420 ยังอาจจะต้องรับผิดตามมาตรา 1337 ด้วย

มาตรา 1337 ป.พ.พ. บัญญัติว่า “บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน”

จะเห็นได้ว่า ตามมาตรา 1337 นี้นั้น คนที่ใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (เช่น เจ้าของที่ดิน บ้าน) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรแก่เหตุ (จัดเป็นการทำละเมิด) กฎหมายให้สิทธิเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจัดการความเสียหายเดือดร้อนได้ และที่สำคัญสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำดังกล่าวที่สร้างความเสียหายได้ด้วย (ซึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้นก็คือค่าสินไหมที่เกิดจากการทำละเมิดนั่นเองครับ)

ความเสียหายหรือความเดือดร้อนที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องของเสียงดัง ควันฝุ่น กลิ่นเหม็น น้ำเน่า ฯลฯ โดยเรื่องที่เคยเป็นข้อพิพาทตามมาตรา 1337 มาแล้ว เช่น

  • อาคารข้าง ๆ สะท้อนแสงเข้ามาในบ้านจนเจ้าของบ้านได้รับความเดือดร้อน การกระทำดังกล่าวเป็นละเมิด เจ้าของบ้านเรียกค่าเสียหายได้ และสามารถร้องขอให้ปฏิบัติการเพื่อขจัดหรือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 3772/2557)
  • ตึกแถวข้าง ๆ ติดกันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน (คำพิพากษาฎีกาที่ 877/2546)
  • ปลูกสร้างอาคารบนถนนหลวงปิดกั้นที่ดินหรือบ้านเรือนของผู้อื่นซึ่งเป็นร้านค้าร้านตลาด สร้างความเดือดร้อนเพราะทำให้เจ้าของโรงตลาดขาดประโยชน์จากการรบกวน เจ้าของโรงตลาดย่อมฟ้องให้รื้อถอนและเรียกค่าเสียหายได้ (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1206/2495)
  • แผงลอยหรือรถเข็นวางอยู่ริมทางเท้าของถนนสาธารณะ ปิดบังหน้าร้านและด้านข้าง แม้เจ้าของจะผ่านเข้าออกร้านของเขาได้บ้างแต่ขาดความสะดวกอย่างมาก เจ้าของย่อมร้องขอให้บรรเทาความเสียหายเดือดร้อนได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3512/2535 และ 624/2544)

อีกทั้งมาตรา 1337 ยังครอบคลุมแก่บุคคลทั่วไปรวมทั้งกทม.ด้วย เช่น การที่กทม.สร้างสะพานลอย แต่กีดขวางทางเข้าบ้านจนเจ้าของบ้านได้รับความเดือดร้อนหนัก (คำพิพากษาฎีกาที่ 931/2523)

อย่างไรก็ดี ความเสียหายเดือดร้อนนั้นจะต้องคำนึงถึงสภาพและตำแหน่งที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ด้วย เช่น ถ้าอยู่ในละแวกโรงงานที่ปล่อยกลิ่นเหม็นมาก ๆ แบบนี้เจ้าของมีสิทธิให้โรงงานปลดเปลื้องกลิ่นดังกล่าวได้ แต่สมมติอยู่ใจกลางเมืองอาจจะต้องมีความดังของยานยนต์บ้างเป็นธรรมดา (ให้เห็นภาพว่าอยู่ติดรถไฟฟ้าก็ย่อมจะต้องได้ยินเสียงดังเวลารถไฟฟ้าวิ่งผ่านบ้าง) จะร้องขอความสงบเงียบเท่ากับที่ดินต่างจังหวัดที่เป็นแบบชนบท แบบนี้ก็ไม่น่าจะได้ครับ