ระบบกฎหมายจีนเบื้องต้น

จีน (中国 – ดินแดนที่เป็นศูนย์กลาง) หรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน (the People’s Republic of China: PRC) สถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม (เป็นวันชาติ) ค.ศ. 1949 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์โดยเหมา เจ๋อตง มีชัยชนะ และได้ใช้แนวคิดการบริหารประเทศแบบสังคมนิยมเคร่งครัด มีวางแผนจากรัฐบาลส่วนกลาง หากแต่หลังจากปี ค.ศ. 1978 ที่เติ้ง เสี่ยวผิง ได้มาบริหารประเทศ จีนได้เริ่มนำหลักการเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดมาใช้ภายใต้การควบคุมวางแผนจากส่วนกลาง — ระบบสังคมนิยมตลาด (ดังประโยคที่ถูกอ้างถึงกันบ่อยว่า ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ จับหนูได้ย่อมเป็นแมวที่ดี) หากแต่ยังคงหลักการที่ว่า ภารกิจพื้นฐานของประเทศจีน คือ การพัฒนาประเทศตามแนวทางสังคมนิยมลักษณะพิเศษเฉพาะของประเทศจีน

ในด้านภูมิศาสตร์ ประเทศจีนมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร) ประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน (GDP: $10 trillion)  ส่วนภาษาของจีนนั้นจะใช้ ภาษาจีนกลาง เป็นภาษาราชการ (ซึ่งใช้รูปแบบจีนตัวย่อ) ที่น่าสนใจ คือ คนส่วนใหญ่นับถือลัทธิเหล่าจื่อ (ลัทธิเต๋า) กับลัทธิขงจื๊อ ซึ่งทั้งคู่มีอิทธิพลหยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมของจีน โดยเฉพาะแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งเห็นว่าจารีต (礼) เป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมที่ดีกว่ากฎหมายที่กำหนดโทษ

องค์กรทางกฎหมาย

จีนมี รัฐธรรมนูญของประเทศจีน (中华人民共和国宪法) กำหนดหลักการเกี่ยวกับระบบสังคมและเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายอื่นที่กฎหมายใดภายใต้รัฐธรรมนูญจะขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญเองไม่ได้ รวมไปถึงบุคคลทุกคน องค์กรทุกแห่งต้องยึดถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดด้วยเช่นกัน รัฐธรรมนูญของจีนมีหลักการสูงสุดเรื่อง ระบบสังคมอันมีเอกลักษณ์แบบจีน ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างลัทธิ Marxism–Leninism กับแนวคิดของเหมาเจ๋อตง และแนวคิดทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้ที่กำหนดกฎเกณฑ์ ภารกิจสังคมนิยม รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของชาติ ซึ่งถือว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ (เลขาธิการพรรคเป็นตำแหน่งสูงสุด และตามธรรมเนียมปฏิบัติมักจะได้รับการคัดเลือกเป็นประธานาธิบดี) ส่วนองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดของจีนในลำดับต่อมา คือ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (全国人民代表大会 — National People’s Congress) เพราะสภาผู้แทนประชาชนของจีนนี้จะกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้บรรลุตามยุทธศาสตร์ที่พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดไว้ โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ กฎหมาย ซึ่ง รัฐบาลประชาชน จะนำเอาไปบริหารประเทศให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ สภาประชาชนแห่งชาติจึงเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประเทศจีน (เป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญ บัญญัติกฎหมาย และเป็นผู้ตรวจสอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายเอง)

china 1

สภาผู้แทนประชาชน เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ประกอบไปด้วยผู้แทนที่เลือกตั้งมาจากมณฑล และเขตปกครองตนเองหรือของนคร เขตบริหารพิเศษและกองทหารจีน โดยมีคณะกรรมการประจำสมัชชาผู้แทนประชาชนเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายและจัดการปัญหาในทางการเมือง อำนาจในการตรากฎหมายมีตั้งแต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การควบคุมตรวจตราการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา การเลือกตั้งผู้นำองค์กรต่าง ๆ ทั้งประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรี (เป็นองค์การบริหารสูงสุด) คณะกรรมการทหาร การแต่งตั้ง (และปลด) ประธานศาลประชาชนสูงสุด หัวหน้าสำนักอัยการประชาชนสูงสุด (สำนักอัยการประชาชน เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสำนวนคดีในการกระทำความผิดทางอาญา การเข้ายื่นคำฟ้องแทนรัฐ การควบคุมตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตำรวจ เรือนจำ ฯลฯ)

ภายหลังปี 1978 ที่จีนได้มีการฟื้นฟูระบบกฎหมาย จีนได้เริ่มพัฒนากฎหมาย (法律) หลายสาขาขึ้นมา เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีการสร้าง กฎหมายแพ่งหลักทั่วไป (1986) วางหลักการในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักพื้นฐานทั่วไป บุคคล สิทธิและความรับผิดในทางแพ่ง และใช้บังคับจนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ในเรื่องต่าง ๆ ออกมาแทนที่หรือกำหนดรายละเอียดเฉพาะ

โดยประเทศจีนจะแบ่งองค์กรที่ออกกฎหมายเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ในระดับประเทศ การออกกฎหมายเพื่อผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร์ของชาติ คือ สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการตรากฎหมาย 7 ลักษณะ อันได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง กฎหมายเศรษฐกิจ กฎหมายสังคม และกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เป็นกฎหมายระดับสูงสุดที่มีผลใช้บังคับกับทั้งประเทศ ส่วนกฎหมายระดับท้องถิ่นจะออกโดยสภาผู้แทนประชาชนระดับท้องถิ่น ซึ่งจะมีผลใช้บังคับภายในพื้นที่ของตนเท่านั้น

กฎหมายระดับประเทศที่มีผลใช้บังคับผูกพันกับทั้งประเทศ แบ่งเป็นกฎหมายที่ตราโดยสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ จากคณะรัฐมนตรีและกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ และที่น่าสนใจคือ คำวินิจฉัยข้อกฎหมายของศาลประชาชนสูงสุด ถือว่ามีผลบังคับใช้ถือเสมือนเป็นกฎหมายด้วย

ทั้งนี้กฎหมายที่บัญญัติโดยสภาประชาชนแห่งชาติจะแบ่งเป็น กฎหมายพื้นฐาน หรือ Basic Laws (基本法律) ซึ่งเป็นกฎหมายที่วางกฎเกณฑ์ในการบริหารองคาพยพของระบบกฎหมายประเทศ อาทิ กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความ กับ กฎหมายทั่วไป ที่ออกมากำกับเฉพาะเรื่อง เช่น กฎหมายประกันภัย กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายป้องกันการผูกขาด

ในด้านของ “ทนายความ” การประกอบวิชาชีพทนายความในจีนจะต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม ขอเป็นปีต่อปีไป มิได้เป็นการให้ใบอนุญาตตลอดชีพ ซึ่งในประเทศจีนนั้น สำนักงานทนายความส่วนใหญ่ รัฐจะเป็นผู้ออกทุนช่วยเหลือ แต่แลกด้วยการที่มีข้อบังคับกำกับหลายประการเกี่ยวกับการเก็บเงินค่าทนายความ การตกลงทำสัญญาระหว่างทนายความ-ลูกความ ภายใต้บังคับของกฎหมายทนายความของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ลักษณะพิเศษของศาลจีน

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 ประเทศจีนได้มีการฟื้นฟูระบบกฎหมายขึ้นมาพร้อมกับการก่อตั้งกระทรวงยุติธรรม ระบบศาลและอัยการของประชาชน รวมไปถึงการจัดตั้งคณะนิติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ (หลังจากที่ได้ถูกทำลายและยกเลิกไปในช่วงก่อนหน้า) โดย ศาลประชาชน (人民法院 — People’s Courts) เป็นองค์การตุลาการ ซึ่งมี ศาลประชาชนสูงสุด (最高人民法院 — The Supreme People’s Court) เป็นองค์กรตุลาการสูงสุดของรัฐ (ตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง) เป็นองค์กรพิจารณาพิพากษาคดีสูงสุด และยังทำหน้าที่กำกับดูแลงานพิพากษาคดีของศาลประชาชนท้องถิ่นด้วย

เนื่องด้วยพื้นที่ประเทศที่กว้างขวาง จึงมีศาลในระดับมณฑล เขตปกครองตนเอง และระดับนคร ก่อตั้งพิจารณาคดีแยกออกไปตามพื้นที่ ซึ่งประเทศจีนแบ่งการปกครองเป็น 23 มณฑล (รวมไต้หวัน) 2 เขตบริหารพิเศษ คือ ฮ่องกง และมาเก๊า 4 มหานคร ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ฉงชิ่ง และ 5 เขตปกครองตนเอง คือ ซินเจียง มองโกเลียใน ทิเบต หนิงเซี่ย และกว่างสี

ศาลในระดับท้องถิ่นนี้จะมีการแบ่งลำดับเป็น 3 ศาล คือ (1) ศาลประชาชนชั้นต้นหรือล่างหรือระดับพื้นฐาน (2) ศาลประชาชนชั้นหรือระดับกลาง และ (3) ศาลประชาชนชั้นสูง (แต่จะขึ้นตรงต่อศาลประชาชนสูงสุดของส่วนกลาง)

ทั้งนี้ศาลประชาชนสูงสุด เป็นศาลลำดับชั้นสุดท้ายที่รับอุทธรณ์ หรือคดีที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นล่าง มีอำนาจในการควบคุม ตรวจสอบ และอนุมัติโทษจากคำพิพากษาของศาลประชาชนชั้นล่างกว่า อีกทั้งบรรดาคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นที่สนใจของประชาชน ศาลประชาชนสูงสุดสามารถนำขึ้นมาพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะได้

นอกจากนี้ แม้ว่าจีนจะใช้ระบบกฎหมายแบบซีวิลลอว์ (Civil Law) ศาลประชาชนสูงสุดของจีน ยังมีอำนาจในการอุดช่องว่างของกฎหมายด้วย เพราะว่า คำวินิจฉัยข้อกฏหมายของศาลประชาชนสูงสุด (司法解释) ถือว่ามีผลบังคับใช้เสมอเป็นกฎหมาย อันเป็นการอุดช่องว่างกฎหมายของจีนในกรณีที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติอยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมกรณีหรือไม่ครอบคลุมสภาพเศรษฐกิจและสังคม เช่น ความเห็นของศาลประชาชนสูงสุดเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งหลักทั่วไป ที่มีหลายร้อยมาตรา ที่มีรูปแบบคำอธิบายหลากหลายตั้งแต่ลักษณะการอธิบายข้อกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ไปจนถึงลักษณะที่เทียบเคียงได้กับการบัญญัติกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่

ศาลประชาชนสูงสุดยังมีอำนาจในการตีความข้อกฎหมายที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอขึ้นมา และคำวินิจฉัยชี้ขาดในตีความกฎหมายนี้มีผลบังคับกับหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น แต่มีข้อสังเกตว่า ศาลประชาชนสูงสุดไม่สามารถนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาใช้ในการตัดสินคดีเฉพาะเรื่องได้ (แม้จะเคยมีกระแสเรียกร้องให้นำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาใช้โดยตรงในการตัดสินคดี) อีกทั้งจีนยังมีศาลประชาชนชำนาญเฉพาะด้าน ได้แก่ ศาลทหาร ศาลคดีป่าไม้ ศาลพาณิชย์นาวี ศาลคดีขนส่งทางรถไฟ และยังมี ศาลยุติธรรมของเขตบริหารพิเศษ ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเขตบริหารพิเศษของมาเก๊า อันมีอิสระในการพิจารณาคดีตามระบบกฎหมายของเขตบริหารพิเศษเหล่านั้น คำพิพากษาของศาลสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษเหล่านี้มีสถานะพิเศษสมชื่อ เพราะศาลประชาชนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่สามารถนำคดีเหล่านั้นกลับมาทบทวนตัดสินใหม่ได้ (ระบบกฎหมายของฮ่องกงใช้คอมมอนลอว์แบบอังกฤษ ส่วนมาเก๊าใช้ระบบซีวิลลอว์แบบโปรตุเกส)

 


รายการอ้างอิง

อาร์ม ตั้งนิรันดร. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2557. (หนังสือเล่มนี้เป็นตำราขั้นต้นที่ดีมากในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของระบบกฎหมายจีนทั้งหมด แนะนำครับ)

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Board of Investment). คู่มือการลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำปี 2560. กรุงเทพมหานคร: บริษัท แสงสว่างเวิลด์เพลส จำกัด, 2560. (มีข้อมูลและคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องอื่น เช่น ระบบเศรษฐกิจ การเมือง ของจีนที่น่าสนใจมากมาย)

อุดม รัฐอมฤต และนิยม รัฐอมฤต. กฎหมายรัฐธรรมนูญจีน. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2558.

ทนายความของประเทศจีน. แปลโดย กิติ ปิลันธนดิลก. กรุงเทพมหานคร: สภาทนายความ, 2548.