MBA จากมุมมองนายจ้าง

ในยุคที่หลายคนสนใจจะเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) ผมได้ไปเจอบทความน่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองที่นายจ้างมีต่อคนที่จบ MBA จาก CNBC + Financial Times (FT) : What employers want from MBA graduates—and what they don’t สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า

FT ได้ทำการสำรวจนายจ้างเกี่ยวกับการจ้างงานคนที่จบ MBA โดยพบว่า ความเชื่อของนายจ้างกับเด็กจบ MBA ค่อนข้างสวนทางกัน MBA ไม่ใช่ใบเบิกทางสำหรับทุกอย่างในวงการธุรกิจ (“People think an MBA is a golden ticket, when it is not.”)

นายจ้างกลุ่มหนึ่งได้อธิบายว่า เด็กที่จบ MBA นั้นขาดทักษะ (Skills) หลายอย่างที่จำเป็นในสายตาพวกเขา อันได้แก่

  • ความสามารถในการทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย (the ability to work with a wide variety of people)
  • ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ (the ability to prioritize)
  • และหาได้ยากยิ่งกับคนที่มีความสามารถในการบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (the ability to manage time effectively)

ความสามารถพวกนี้เป็นทักษะที่เรียกว่า Soft Skills ซึ่งไม่มีในการเรียนการสอนของโรงเรียนบริหารธุรกิจที่อาจจะเน้นเรื่องการตลาดหรือการเงินเป็นหลัก และดูเหมือนว่า the ability to network จะเป็นสิ่งที่นายจ้างส่วนใหญ่สนใจมาก ๆ

ทั้งนี้นายจ้างบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ วิศวกรรมโยธา ขนส่ง มีความต้องการพนักงานระดับ senior ที่จบ MBA น้อยมาก เพราะพวกเขาคิดว่าโรงเรียนธุรกิจไม่ได้สอนทักษะที่จำเป็นในสายอาชีพของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งทางโรงเรียนสอนธุรกิจก็พยายามช่วยเหลือนักศึกษาของตน เช่น ร่วมมือกับนายจ้างซะเลยว่าต้องการอะไรแล้วก็พัฒนาหลักสูตรให้ทันหรือสอดรับ

ลองมาดูว่านายจ้างยังได้บอกอะไรไว้อีกบ้าง เช่น นักศึกษา MBA มีปัญหาในการทำทฤษฎีมาใช้ในทางปฏิบัติ (truggled to convert theory into practice) อาจจะเนื่องมาจากเคสที่ใช้ศึกษาในห้องเรียนเป็นกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติอเมริกัน ทำให้นำมาใช้ในบริษัทเล็ก หรือบริษัทที่มีวัฒนธรรมแบบอื่นแล้วไม่สามารถปรับใช้ได้

นอกจากนี้ยังประสบปัญหาว่า พอเข้ามาทำงานได้สักพักพวกเขาก็จะลาออกไปอันส่งผลทำให้บริษัทเกิดอาการหยุดชะงักในส่วนงานนั้น นายจ้างบางอุตสาหกรรมยังบอกอีกว่า ใบแสดงคุณสมบัติบางอย่างส่งผลต่อการจ้างงานมากกว่าวุฒิ MBA เช่น การเป็นสามัญวิศวกร (chartered engineer) ในสายงานวิศวะ

นอกจากนี้นายจ้างบางแห่งได้บอกว่า ความสามารถที่ขาดหายไป (ซึ่งพวกเขาอยากได้) คือความสามารถในการมองภาพใหญ่ (big-picture thinking) หรือความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน (an inability to solve complicated problems) และบางครั้ง เนื่องจากไม่ได้โตมาจากสายงานในบริษัท นักศึกษา MBA จึงเข้าไม่ได้กับวัฒนธรรมบริษัทนั้น (lack of cultural fit)

อีกทั้งนายจ้างบางที่ เช่น Expedia มองว่าความสามารถในการทำงานเป็นทีม และความตั้งใจที่จะอยากทำงานกับบริษัทในระยะยาวกลับเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจ้างงานมากกว่า (The ideal candidate is someone we would like to have long term, which means they have to really want to work at Expedia.)

นอกจากนี้ งานบางอย่างเป็นทักษะที่ตลาดกำลังต้องการอย่างมาก เช่น งานเกี่ยวกับ big data analysis พวกนี้ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกและประสบการณ์ ซึ่งไม่สามารถหาได้ในการเรียน MBA ทั่วไป จึงมีคนให้ความเห็นว่า ในระดับบริหาร MBA อาจมีความสำคัญ แต่กับงานระดับปฏิบัติการโดยเฉพาะที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคมาก ๆ MBA จะมีความสำคัญน้อยลงไปมาก

An MBA is helpful in securing a rewarding senior executive role, but admits that it is not sufficient in industries where people are also expected to have certain technical skills or experience. The FT survey found big data analysis, for example, was one of the hardest skills to recruit.

“It is really hard to be a product manager at a tech company, for instance, if you don’t know how to code,” —Kevin Marvinac, the chief operating officer at TransparentCareer said.

จากบทความนี้ทำให้เห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะ Soft Skills ทั้งหลายมีความสำคัญมาก ๆ เลยทีเดียวครับ

Share this: